มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ​เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 สหรัฐอเมริกาได้เริ่มบังคับใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 36% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีเดิม มาตรการนี้มีผลบังคับใช้กับสินค้าที่ส่งออกจากไทยมายังสหรัฐฯ หลังเวลา 00:01 น. ของวันที่ 9 เมษายน 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ได้ขนส่งลงเรือหรือยานพาหนะแล้ว และกำลังเดินทางมายังสหรัฐฯ ก่อนเวลาดังกล่าว จะได้รับการยกเว้นจากการเก็บภาษีนี้ ​

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า

ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีตลาดหลักอยู่ในสหรัฐฯ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และอาหารแปรรูป ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในตลาดสหรัฐฯ​

การตอบสนองของรัฐบาลไทย

รัฐบาลไทยได้แสดงความกังวลต่อมาตรการภาษีใหม่นี้ และกำลังพิจารณามาตรการตอบสนองที่เหมาะสม โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาข้อเสนอจากคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ เพื่อหาทางเจรจาปรับลดหรือยกเว้นอัตราภาษีดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการเก็บภาษีนี้ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดฮาลาลและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการเร่งเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ​

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ​เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 สหรัฐอเมริกาได้เริ่มบังคับใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 36%

ความคิดเห็นจากภาคเอกชน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่สินค้าจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน อาจเข้ามาสวมสิทธิ์สินค้าไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกตรวจสอบและได้รับผลกระทบเพิ่มเติม สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ตั้งทีมติดตามและแพลตฟอร์ม FTI EYE เพื่อรับแจ้งข้อมูลและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย

ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาปรับกลยุทธ์การส่งออก โดยการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ควรเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยการปรับปรุงคุณภาพสินค้า ลดต้นทุนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

Credit : ufabet

** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** **

About the author

Sophie Obrien

View all posts